User name Password  
        สวัสดีค่ะ  อีกไม่กี่วันงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 22  (BOOK EXPO THAILAND 2017)  ก็จะเริ่มแล้วนะคะ  งานก็จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2560 ไปจนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2560  ตั้งแต่เวลา 10-21 น.  ในปีนี้ก็ยังคงจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์อีกเช่นเคยค่ะ  
        ในงานก็จะมีสื่อการศึกษาและหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ให้เลือกซื้อเลือกหาในราคาพิเศษ  พร้อมทั้งมีการร่วมสนุกกับกิจกรรมมากมายภายในงาน   นอกจากนี้ ท่านยังได้พบกับนักเขียนชื่อดังมากหน้าหลายตา  ท่านใดสนใจก็ไปเลือกซื้อเลือกหาได้นะคะ
         สำหรับศูนย์ฯของเรา แม้ไม่ได้ไปออกบูธเช่นที่ผ่านมา   แต่เราก็มีสื่อการศึกษาให้บริการมากมาย  สนใจก็ดูรายชื่อในเว็บไซต์นี้แล้วติดต่อมาที่ศูนย์ได้เลยนะคะ  สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

   อีกจิปาถะ   

ดูทั้งหมด »
 
   



 
   



 
 
» ในแต่ละวันท่านใช้สื่อสังคมออนไลน์ใดมากที่สุด
 
  youtube
  facebook
  line
  instagram
   
      » ดูผลโหวต
More Link »
ข่าว
 
มหาวิทยาลัยต้องปรับตัวเป็นแหล่งการเรียนรู้ตามทิศทางอุดมศึกษาโลกยุคใหม่ สอนเด็กให้มีกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงภาพใหญ่ของโลก ปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว เรียนรู้สื่อรูปแบบใหม่อย่างเท่าทัน พร้อมมีความคิดสร้างสรรค์ และแรงบันดาลใจอันแรงกล้า ในการสร้างการเปลี่ยนแปลงชุมชน สังคม และโลก อนาคตมหาวิทยาลัยจะลดลง ส่วนหนึ่งจากอัตราการเกิดที่ลดลง แต่ขณะเดียวกันการเรียนในระบบออนไลน์จะเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ปัจจุบันเรามีมหาวิทยาลัยทั้งหมด 157 แห่ง อนาคตหากไม่ปรับตัวจะต้องปิดตัวลง โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยเอกชนที่จะทยอยปิดตัวลงอย่างแน่นอน ดังนั้น นโยบายของตน มหาวิทยาลัยจะต้องปรับการเรียนการสอน ต่อไปความสำคัญของปริญญาจะน้อยลง ผู้จ้างงานจะไม่ดูที่เกรดเฉลี่ย แต่จะดูทักษะความสามารถในด้านต่างๆ เพราะเชื่อว่าทักษะจะทำให้คนทำงานร่วมกับคนอื่นได้ มหาวิทยาลัยจะต้องสอนคนให้จบออกมาแล้วมีงานทำ ไม่ใช่ตกงาน ขนาดมหาวิทยาลัย (มม.) ซึ่งเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ยังมีบัณฑิตตกงานถึง 16%
 
 
    นพ.อุดมกล่าวต่อว่า ตนอยากให้อุดมศึกษามีหน้าที่ในการสร้างศักยภาพของประเทศ ปัจจุบันรัฐบาลให้งบประมาณมหาวิทยาลัยต่างๆ ประมาณ 1 แสนล้านบาทต่อปี ในการพัฒนามหาวิทยาลัย และบัณฑิต ซึ่งมีประมาณ 2 ล้านคน แต่ลงทุนไม่กี่หมื่นล้านบาทกับคนวัยทำงานกว่า 40 ล้านคน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่จบประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) และประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) จบปริญญาตรี เพียง 25% หากเป็นเช่นนี้เราคงสู้กับใครไม่ได้ ที่พูดแบบนี้ไม่ได้ดูถูกคนที่จบ ปวช.หรือ ปวส.และไม่ได้บอกว่าคนเหล่านี้ไม่สำคัญ แต่เป็นกลุ่มคนที่มหาวิทยาลัยต้องเข้าไปช่วยพัฒนาศักยภาพ และเป็นเรื่องสำคัญที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ มอบโจทย์ให้ตนไปหาแนวทางแก้ไขภายใน 3 เดือน
 
 
   นพ.อุดมกล่าวต่อว่า อีกกลุ่มหนึ่งที่มหาวิทยาลัยต้องเตรียมพร้อมพัฒนา คือกลุ่มผู้สูงอายุ ซึ่งในปี 2566 ประเทศไทยจะมีผู้สูงอายุมากถึง 20% ของประชากรทั้งประเทศ ปี 2573 เพิ่มเป็น 25% ถือเป็น 1 ใน 4 ของประชากรทั้งหมด ดังนั้น มหาวิทยาลัยจะต้องเตรียมหลักสูตรเพื่อพัฒนาผู้สูงอายุให้สามารถทำงานได้อย่างมีคุณภาพ และมีศักดิ์ศรี ที่สำคัญ อยากให้มหาวิทยาลัยทลายกำแพงระหว่างคณะลง จัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการร่วมกัน เช่น คนที่เรียนคณะวิศวกรรมศาสตร์ สามารถเรียนด้านบริหารธุรกิจควบคู่ไปด้วยได้ เพื่อให้มีความรู้ความสามารถที่รอบด้านมากขึ้น ตอบโจทย์การทำงานในอนาคต ทั้งนี้ ตนจะให้มหาวิทยาลัยเริ่มทันทีในปีการศึกษา 2561 โดยจะเริ่มกับมหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมประมาณ 7 แห่ง และต่อไปหากมหาวิทยาลัยสามารถเปิดสอนในทิศทางที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศไทย โดยเฉพาะด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่จะต้องเพิ่มขึ้น โดยตนอาจจะให้งบเป็นรายหัว เช่นเดียวกับการผลิตแพทย์
 
 
   “บัณฑิตในอนาคตต้องมีทักษะสำคัญ 2 อย่าง คือ ทักษะด้านภาษาอังกฤษ และทักษะด้านเทคโนโลยี ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญในการทำงานในอนาคต เพราะไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน หากพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ความเก่งจะหายไปครึ่งหนึ่ง สุดท้ายที่จะย้ำคือหลักการมหาวิทยาลัยจะต้องมีอิสระ แต่จะต้องตอบโจทย์ประเทศ ส่งเสริมประเทศให้เกิดการแข่งขัน โดยผมจะใช้กลไกทางงบในการผลักดัน การดำเนินการต้องสอดคล้องกับความต้องการของประเทศ หากใครอยากทำอย่างอื่นต้องหาเงินเอง และผมกล้าทำ วันนี้เราต้องมีเป้าเดียวกัน คือเป้าหมายของประเทศ รัฐบาลนี้มีเป้าหมายชัดเจนคือพัฒนาประเทศสู่ไทยแลนด์ 4.0 ปัจจัยอย่างเดียวคือ มหาวิทยาลัยจะต้องเป็นมหาวิทยาลัย 4.0 ด้วย ดังนั้น จะต้องเกิดเป็นกระทรวงการอุดมศึกษา มาทำหน้าที่วางแผนการผลิต และใช้กำลังคนของประเทศ กระทรวงการอุดมศึกษาที่จะเกิดครั้งนี้เป็นนโยบายรัฐบาลโดยตรง นายกฯ ให้ความสำคัญกับเรื่องวิจัย และนวัตกรรมอย่างมาก ถ้าไม่ทุ่มเทเรื่องอุดมศึกษา จะไม่สำเร็จ ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว ต้องเกิดก่อนการเลือกตั้ง” นพ.อุดม กล่าว
 
 
   นพ.อุดมกล่าวอีกว่า ทั้งนี้ คาดว่า พ.ร.บ.การอุดมศึกษาจะเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา (กอปศ.) ในวันที่ 9 มกราคม ก่อนเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เข้าสู่ขั้นตอนของคณะกรรมการกฤษฎีกา สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ใช้เวลา 6-8 เดือน คาดว่ากระบวนการทุกอย่างจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน ดังนั้น ในช่วงนี้จะต้องเร่งดำเนินการใน 5 ประเด็น เพื่อเตรียมความพร้อม คือ 1.การเตรียมโครงสร้างกำลังคน ทรัพยากร และความร่วมมือกับภาคส่วนต่างๆ เพื่อรองรับกระทรวงการอุดมศึกษา ที่จะเป็นองค์กรระดับประเทศในการขับเคลื่อนภาคอุดมศึกษาของชาติ 2.พัฒนายุทธศาสตร์ และโรดแมปของการอุดมศึกษาของชาติ 20 ปี 3.วางแผนกำลังคนของประเทศระยะ 20 ปี 4.พัฒนาระบบวิจัยและนวัตกรรมของการอุดมศึกษาของชาติ และ 5.ตอบโจทย์การพัฒนาพื้นที่ ขณะเดียวกัน สกอ.จะต้องทบทวนมาตรฐานหลักสูตรระดับปริญญาตรี โท และเอกใหม่ หลักสูตรใดที่ไม่จำเป็นต้องปิด หลักสูตรที่สอนต้องมีความยืดหยุ่นมากขึ้น รวมถึง กระบวนการหลักสูตรรับทราบของ สกอ.จะต้องไปปรับให้เร็วขึ้น
 
 
 
 
 
 
ที่มา : มติชนออนไลน์https://www.prachachat.net/education/news-96235
 
 
ส่วนจัดการทรัพยากร ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทร. 0-2354-5730-40 ต่อ 114,115 แฟกซ์. 0-2354-5724
ติดต่อ webmaster:webmaster@cet-media.com เช็คอีเมล์