สวัสดีค่ะ  อีกไม่กี่วันงานมหกรรมหนังสือระดับชาติครั้งที่ 22  (BOOK EXPO THAILAND 2017)  ก็จะเริ่มแล้วนะคะ  งานก็จะมีขึ้นตั้งแต่วันที่ 18 ตุลาคม 2560 ไปจนถึงวันที่ 29 ตุลาคม 2560  ตั้งแต่เวลา 10-21 น.  ในปีนี้ก็ยังคงจัดที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์อีกเช่นเคยค่ะ  
        ในงานก็จะมีสื่อการศึกษาและหนังสือจากสำนักพิมพ์ต่าง ๆ ให้เลือกซื้อเลือกหาในราคาพิเศษ  พร้อมทั้งมีการร่วมสนุกกับกิจกรรมมากมายภายในงาน   นอกจากนี้ ท่านยังได้พบกับนักเขียนชื่อดังมากหน้าหลายตา  ท่านใดสนใจก็ไปเลือกซื้อเลือกหาได้นะคะ
         สำหรับศูนย์ฯของเรา แม้ไม่ได้ไปออกบูธเช่นที่ผ่านมา   แต่เราก็มีสื่อการศึกษาให้บริการมากมาย  สนใจก็ดูรายชื่อในเว็บไซต์นี้แล้วติดต่อมาที่ศูนย์ได้เลยนะคะ  สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ

   อีกจิปาถะ   

ดูทั้งหมด »
 
   



 
   



 
 
» ในแต่ละวันท่านใช้สื่อสังคมออนไลน์ใดมากที่สุด
 
  youtube
  facebook
  line
  instagram
   
      » ดูผลโหวต
More Link »
สาระน่ารู้
 
จนเกิดการนำชื่อของเธอมาใช้แทนคำกริยาในการจัดบ้านเช่น “ฉันกำลังจะคนมาริ (Konmari)…ของฉัน”
 
 
   วิธีการจัดเก็บบ้านของคนโด มีหลักอยู่ง่ายมาก คือ โยนสิ่งที่ไม่จำเป็นทิ้งไป เหลือเพียงแค่ของใช้จำเป็น และของที่จะทำให้รู้สึกมีความสุขอย่างยิ่งเท่านั้น
 
 
   นอกจากหนังสือของคนโดแล้วนักเขียนคนอื่นก็ได้พาเหรดกันออกหนังสือเกี่ยวกับการจัดบ้าน และการตัดใจจากสิ่งของที่ไม่จำเป็น เพื่อให้บ้านน่าอยู่มากขึ้น
 
 
   หนังสือเหล่านี้ได้สร้างกระแสของ “มินิมอลลิสต์” ให้เกิดขึ้นทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ เป็นกระแสที่ต้องการเตือนให้ผู้อ่านตระหนักว่าตนครอบครองของมากเกินไป หรือยึดติดกับสิ่งของมากเกินไป ว่ากันว่าแนวคิดแบบมินิมอลลิสต์นั้น ตั้งอยู่บนพื้นฐานของพุทธศาสนาวิถีเซน อันมีหลักการถึงความเรียบง่ายและสงบ
 
 
   วัยรุ่นหรือคนรุ่นใหม่หลายคน ซึ่งส่วนใหญ่มักครองตัวเป็นโสด หันมายึดแนวคิดแบบมินิมอลลิสต์มากขึ้น ต่อต้านกระแสบริโภคนิยมโดยการละทิ้งข้าวของของตนจนแทบหมดเกลี้ยง ซึ่งไม่เพียงแค่การละทิ้งสิ่งของเท่านั้น แต่ยังหมายความถึงการสร้างคำนิยามใหม่ของการเป็น “เจ้าของ” ด้วย
 
 
   “ฟูมิโอะ ซาซากิ” วัย 36 ปี เจ้าของหนังสือ “Goodbye, Things” ซึ่งวางจำหน่ายในปี 2015 เล่าประสบการณ์ตัวเองว่า เขาได้โละแผ่นซีดีที่สะสมมานาน หนังสือ กล้องถ่ายรูป เสื้อผ้า และข้าวของอื่น ๆ เหลือเพียงเสื้อเชิ้ต 3 ตัว กางเกงขายาว 4 ตัว ถุงเท้า 4 คู่ และข้าวของอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่จำเป็นในชีวิต
 
 
   ซาซากิให้สัมภาษณ์กับ “เจแปน ไทม์” ว่า การจัดเก็บของให้เหลือเพียงสิ่งจำเป็น คือการคืนพื้นที่ให้กับตัวเอง หลาย ๆ คนมีพื้นที่ให้กับข้าวของมากกว่าตัวเองเสียอีก หรือบางบ้าน มีของเยอะ และคิดว่าการจัดเก็บข้าวของเข้าตู้จะทำให้ดูเรียบร้อย จึงต้องซื้อตู้มาเพิ่มเรื่อย ๆ นั่นก็ไม่ใช่การแก้ปัญหาอย่างตรงไปตรงมา
 
 
    “ก่อนหน้านี้ที่ผมสะสมของที่ชอบ ผมหยุดคิดไม่ได้เลยว่ามีอะไรที่ผมยังไม่ได้เป็นเจ้าของ หรืออะไรที่ผมพลาดไป”
 
 
   ภายหลังจากขายของทิ้งหรือส่งต่อให้เพื่อน เขาได้ห้องโล่ง ๆ กลับมา “ใช้เวลาน้อยลงไปกับการช็อปปิ้งหรือทำความสะอาด ทำให้มีเวลามากขึ้นที่จะอยู่กับเพื่อน หรือท่องเที่ยวไปในวันว่าง และทำให้ชีวิตดูแอ็กทีฟขึ้น” ซาซากิบอก และยืนยันในญี่ปุ่นมีคนที่เป็น “ฮาร์ดคอร์มินิมอลลิสต์” เช่นเขานับพันคน
 
 
   กระแสมินิมอลลิสต์ เป็นอีกด้านตรงกันข้ามของกระแสทุนนิยมและบริโภคนิยมที่เคยครอบงำสังคมญี่ปุ่นในราวทศวรรษ 1950s ทำให้ตลอด 70 ปีที่ผ่านมา คนที่เกิดและเติบโตในช่วงนั้น ปฏิเสธการทิ้งสิ่งของ ผู้สูงอายุบางคนเก็บของที่ไม่ใช้ไว้เต็มบ้าน เมื่อเสียชีวิตก็เป็นหน้าที่ของลูกหลานต้องเข้ามาเก็บข้าวของ บางรายทำไม่ไหว ต้องจ้างบริษัทที่รับจ้างจัดเก็บบ้านผู้เสียชีวิตโดยเฉพาะเข้ามาดูแล
 
 
    อีกหนึ่งปัจจัยที่มีส่วนทำให้มินิมอลลิสต์เกิดเป็นกระแสที่ทำให้คนในญี่ปุ่นหันมาทำตาม นั่นก็คือการเกิดแผ่นดินไหวบ่อยครั้งในญี่ปุ่น อย่างในปี 2011 ที่แผ่นดินไหวรุนแรงถึง 9.0 แมกนิจูด และเกิดสึนามิคร่าชีวิตไปกว่า 20,000 คน
 
 
   ซาซากิระบุว่า “30-50% ผู้คนได้รับบาดเจ็บในเหตุการณ์แผ่นดินไหวจากการที่ของบนชั้นวางตกใส่ แต่ในห้องของผมไม่มีความจำเป็นต้องห่วงเรื่องนั้น”
 
 
   ทั้งนี้ กระแสมินิมอลลิสต์ ไม่ใช่แค่เพียงญี่ปุ่นเท่านั้นที่ได้รับความนิยม แต่ยังมาถึงประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย “สตีฟ จ็อบส์” ก็เป็นหนึ่งในคนที่ได้ชื่อว่ามีชีวิตที่เรียบง่าย เขามักปรากฏตัวด้วยเสื้อสไตล์เดิม และสีเดิม ไม่เคยเปลี่ยนแปลง
 
 
    แม้ว่ากระแสมินิมอลลิสต์จะเป็นปรัชญาด้านบวกในการดำเนินชีวิต แต่ในอีกมุมหนึ่ง ก็ถือว่าเป็นการกลืนกินเศรษฐกิจประเทศไปด้วย เนื่องจากมินิมอลลิสต์เลือกที่จะไม่ให้คุณค่ากับการครอบครองสิ่งของ เงินจึงไม่ใช่ปัจจัยหลัก เช่นเดียวกับการไม่จับจ่ายของไม่จำเป็น
 
 
   ขณะที่ญี่ปุ่นเผชิญหน้ากับสังคมผู้สูงวัย และการที่คนรุ่นใหม่เลือกงานมากกว่าชีวิตคู่หรือการสร้างครอบครัว ผลจากสถานการณ์ดังกล่าว ทำให้กำลังบริโภคภายในประเทศซบเซาลงไปด้วย ดังนั้นหากคนรุ่นใหม่ที่เป็นกำลังซื้อหลัก หันมาดำเนินชีวิตแบบฮาร์ดคอร์มินิมอลลิสต์กันมากขึ้น ก็เสี่ยงจะทำให้เศรษฐกิจประเทศชะลอตัวลงได้ด้วยเช่นกัน
 
 
   อย่างไรก็ตาม เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา การใช้จ่ายของครัวเรือนของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้น 2.3% มากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2015 ขณะที่ยอดค้าปลีก เพิ่มขึ้น 2.1% จากปีที่แล้ว ถือว่าเป็นการกระเตื้องขึ้นตามความคาดหวังของรัฐบาล “ชินโสะ อาเบะ” อย่างไรก็ตาม ก็ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าญี่ปุ่นจะกลับมาเติบโตอย่างยั่งยืนได้อีกครั้งหรือไม่
 
 
 
 
 
ที่มา :  https://www.prachachat.net/world-news/news-73879
 

 

 
ส่วนจัดการทรัพยากร ศูนย์เทคโนโลยีทางการศึกษา ถนนศรีอยุธยา เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
โทร. 0-2354-5730-40 ต่อ 114,115 แฟกซ์. 0-2354-5724
ติดต่อ webmaster:webmaster@cet-media.com เช็คอีเมล์